Blockchain ทำอะไรได้/ไม่ได้บ้าง (ตอนที่ 1)

สำหรับมือใหม่หลาย ๆ คน คำที่มักได้ยินพร้อม ๆ กันกับ Bitcoin คือ Blockchain จนหลายคนอาจสับสนว่า ทั้งสองอย่างนี้ คืออย่างเดียวกันบ้าง หรือสับสนว่าทั้งสองอย่างนี้ คืออะไรกันแน่

สำหรับบทความในตอนนี้ เราจะมาไขข้อสงสัยกันว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง

Blockchain คืออะไร

อธิบายกันสั้น ๆ ง่าย ๆ เลย  Blockchain คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกรายการธุรกรรม ที่ทุก ๆ คนตรวจสอบและเข้าไปดูได้

Blockchain มีหน้าที่อะไร ทำอะไรได้บ้าง

เก็บประวัติบัญชีธุรกรรม

ด้วยเทคโนโลยี Blockchain นี้เอง Bitcoin จึงเกิดขึ้นมาได้ เมื่อมีการซื้อขาย Bitcoin เกิดขึ้น ประวัติการทำรายการต่าง ๆ จะถูกบันทึกลงบน Blockchain โดยที่ไม่ต้องผ่านหน่วยงานกลางหรือธนาคาร

หากเป็นการฝากถอนเงินที่เราคุ้นเคยการ จะต้องทำผ่านธนาคาร และธนาคารจะเป็นผู้เก็บข้อมูลประวัติการทำรายการนั้นไว้ แต่เมื่อมี Blockchain เข้ามาแล้ว ธนาคารก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ พวกค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ธนาคารอีกต่อไป ทำให้เรานำเงินมาใช้ได้อย่างอิสระมากขึ้น

รับรองความถูกต้องของการทำธุรกรรม

Blockchain ใช้ในการยืนยันความถูกต้องการทำธุรกรรมได้ด้วย ที่ผ่านมาเราต้องอาศัย บุคคลที่สาม เช่น พินัยกรรมรับรองโดยทนายความ การยื่นขอจดทะเบียนบริษัทต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจ ทะเบียนสมรสรับรองโดยอำเภอ หรือ การฝากเงินเอง จะถูกรับรองโดยธนาคาร เป็นต้น จะเห็นว่าการรับรองที่ยกตัวอย่างมาได้ข้างต้น จะต้องอาศัยบุคคลที่สามทั้งสิ้น

แต่ Blockchain จะรับรองความถูกต้องเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่สาม ดังนั้น ต้นทุนที่เราจ่ายให้กับบุคคลที่สามก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบที่มีอยู่

หากเรานำ Blockchain เข้ามาใช้กับระบบที่มีอยู่ เราจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานที่ต้องจดบันทึกได้ นอกจากนั้นแล้ว บางหน่วยงานที่ใช้คนในการจดบันทึกการทำธุรกรรมต่าง ๆ Blockchain จะเข้ามาทำงานแทนที่และไม่จำเป็นต้องใช้คนอีกต่อไป

รวมถึงการเก็บข้อมูลที่ต้องเช่าเซิฟเวอร์  Blockchain จะทำให้ลดต้นทุนเซิฟเวอร์และต้นทุนการเก็บบันทึกได้ เช่น ธนาคารนำ Blockchain เข้ามาเพื่อบริหารจัดการข้อมูลทรัพย์สินของลูกค้า ลดต้นทุนค่าธรรมเนียมได้ เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องใช้คนอีกต่อไป รวมถึงสามารถทำรายการต่าง ๆ ได้แม้ว่าอยากนอกเวลาทำการ

การใช้ Blockchain ภายใต้การบริหารจัดการในลักษณะนี้ เรียกว่า Private Blockchain

Smart Contract  

Blockchain มีฟังค์ชั่นตัวหนึ่ง ชื่อ Smart Contract ฟังก์ชั่นนี้ทำให้เราสามารถทำสัญญาได้อัตโนมัติ กล่าวคือ Smart Contract จะโอนสิทธิการถือครองให้กับอีกฝ่ายอย่างอัตโนมัติทันทีที่เราจ่ายเงิน

เช่น บริการรถให้เช่า หลังจากที่ลูกค้าทำการจ่ายเงิน ข้อมูลของลูกค้าจะถูกส่งไปที่รถยนต์ที่เลือกไว้ หากต้องการจะปลดล็อครถยนต์ จะต้องใช้การสแกนนิ้วมือ และรอยนิ้วมือนั้นจะต้องเป็นของลูกค้าคนที่จ่ายเงินเท่านั้น

ด้วย Smart Contract เราสามารถลดขั้นตอนการส่งมอบกุญแจ หรือความเสี่ยงที่จะทำกุญแจหายลงได้ รวมถึงลดค่าแรงของคนลงได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจเกี่ยวกับ Blockchain ได้มากยิ่งขึ้นนะครับ ในครั้งนี้ เราพูดถึงความสามารถไปแล้ว ในครั้งต่อไป เราจะพูดถึงสิ่งที่ Blockchain ทำไม่ได้บ้าง อย่าลืมติดตามกันนะครับ

เรียบเรียงโดย : KRISADA

ที่มา: tottemoyasashiibitcoin