ทำไมหน่วยงานสถาบันทางการเงินจึงเรียกสกุลเงินดิจิตอลว่า “สินทรัพย์ดิจิตอล”?

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีข่าวที่หน่วยงานสถาบันทางการเงินแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเรียกจาก “สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency)” เป็น “สินทรัพย์ดิจิตอล” แทน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูเหตุผลและผลที่จเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อเรียกนี้กันค่ะ

จากสกุลเงินดิจิตอลเป็นสินทรัพย์ดิจิตอล

เมื่อเดือนธันวาคมปี 2018 ที่ผ่านมา หน่วยงานสถาบันทางการเงินได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเรียกเงิน Bitcoin ที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์จากเดิม “สกุลเงินดิจิตอล” เป็น “สินทรัพย์” ดิจิตอลค่ะ

ที่มาของความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการประชุมผู้นำ G20 ที่อาร์เจนตินา โดยในผลการประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนการใช้คำจาก “สกุลเงินดิจิตอล (Virtual-currency)” เป็น “สินทรัพย์ดิจิตอล (Crypto-asset)” แทน ซึ่งจากการประชุมนี้ทำให้ทั่วโลกเริ่มหันมาใช้คำว่า “สินทรัพย์ดิจิตอล” แทนอย่างแพร่หลาย

ทำไมจึงต้องเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นสินทรัพย์ดิจิตอล?

เพื่อตอบรับความเคลื่อนไหวในระดับโลกจาก G20?

หนึ่งในเหตุผลที่หน่วยงานสถาบันทางการเงินเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นสินทรัพย์ดิจิตอลนั้นคือเพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจากการประชุม G20 ดังกล่าว ที่เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นสินทรัพย์ดิจิตอลอย่างที่ได้กล่าวถึงไว้ในข้างต้น และเมื่อไปดูข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงานของสมาคมวิจัยสกุลเงินดิจิตอลในโฮมเพจของสถาบันหน่วยงานทางการเงินแล้ว จะมีคำอธิบายดังต่อไปนี้ค่ะ

“ในระยะนี้ ในการหารือระหว่างประเทศมีการใช้คำว่าสินทรัพย์ดิจิตอลมากขึ้น ด้วยความเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาตินี้จึงเป็นไปได้ว่าในทางกฎหมายก็จะมีการเปลี่ยนคำเรียกจากสกุลเงินดิจิตอลเป็นสินทรัพย์ดิจิตอลแทน”

ด้วยเหตุนี้ จึงมองได้ว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกสกุลเงินดิจิตอลในครั้งนี้เป็นการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานของโลกนั่นเองค่ะ

การเปลี่ยนชื่อก็เพื่อให้แยกแยะออกจากเงินตราได้ง่าย?

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่ทางหน่วยงานสถาบันทางการเงินเปลี่ยนชื่อเรียกนั้นคาดว่าเพื่อให้สามารถแยกแยกระหว่างเงินดิจิตอลและเงินตราที่ใช้กันทั่วไปได้ง่าย รวมถึงเพื่อให้เข้าใจลักษณะพิเศษของเงินดิจิตอลได้ง่ายขึ้นค่ะ

เงินตราโดยทั่วไปมีหน้าที่หลัก 3 อย่างได้แก่การเป็นหน่วยวัดมูลค่า เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน และเป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่า อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิตอลยังไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ทั้งหมดได้ โดยเราจะไปดูหน้าที่ของเงินตราอย่างง่ายๆ กันค่ะ

เป็นหน่วยวัดมูลค่า

การเป็นหน่วยวัดมูลค่า หมายถึงการแสดงมูลค่าของสิ่งของหรือบริการใดๆ เช่นที่ญี่ปุ่นนั้น ชาหนึ่งขวดมีราคา 100 เยน (30 บาทโดยประมาณ) และแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นมีราคา 300 เยน (90 บาทโดยประมาณ) ค่ะ การแสดงมูลค่าของสิ่งของทำให้เราเปรียบเทียบราคาได้ด้วยเช่นกันค่ะ

อย่างไรก็ตาม ราคาของสกุลเงินดิจิตอลค่อนข้างผันผวนอย่างมากจนทำให้เงินดิจิตอลแสดงมูลค่าของสิ่งของได้ยาก ทำให้เงินดิจิตอลไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดมูลค่าได้ค่ะ

เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน

การเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนคือการเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการ ซึ่งการจะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ ค่าเงินของสกุลเงินนั้นๆ ต้องได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางค่ะ แต่สกุลเงินดิจิตอลยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักจึงยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ค่ะ

เป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่า

การเป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่าคือการทำหน้าที่เป็นวัตถุซึ่งสะสมหรือเก็บรักษามูลค่าไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อเทียบกับเงินตราที่เราใช้กันทั่วไปแล้ว เงินดิจิตอลมีมูลค่าที่ผันผวนค่อนข้างมาก ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เก็บรักษามูลค่าได้

ด้วยเหตุผลข้างต้นจะเห็นได้ว่าสกุลเงินดิจิตอลยังไม่สามารถทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับสกุลเงินอื่นๆ ได้ ทำให้หน่วยงานสถาบันทางการเงินใช้คำเรียกว่า “สินทรัพย์ดิจิตอล” แทนเพื่อแสดงความแตกต่างนี้ให้ชัดเจนค่ะ

ผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนคำเรียกเป็น “สินทรัพย์ดิจิตอล”

การกำกับดูแลและระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานสถาบันทางการเงินจะมีผลมากขึ้น

ผลกระทบแรกๆ ที่จะเห็นได้จากการเปลี่ยนคำเรียกนี้คงไม่พ้นการกำกับดูแลและระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานสถาบันทางการเงินที่จะมีผลมากขึ้น โดยปัจจุบันหน่วยงานสถาบันทางการเงินมีแนวโน้มที่จะปรับกฎหมายชำระเงินและกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ซึ่งเราจะไปดูการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้กันค่ะ

ข้อเปลี่ยนแปลงในกฎหมายชำระเงิน

ในกฎหมายชำระเงินได้มีข้อกำหนดเพิ่มขึ้นว่า “ในกรณีที่ผู้ประกอบการสกุลเงินดิจิตอลเก็บรักษาสินทรัพย์ของลูกค้าไว้ใน Hot Wallet ให้ผู้ประกอบการเก็บรักษาเงินดิจิตอลที่นอกเหนือไปจากนั้นไว้ใน Cold Wallet” ซึ่งข้อกำหนดนี้มีไว้เพื่อเลี่ยงปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่สามารถชำระเงินคืนลูกค้าได้ในกรณีที่เกิดปัญหาเงินรั่วไหลอย่าง Zaif

นอกจากนี้ ยังมีข้อบังคับ “ห้ามใช้สกุลเงินดิจิตอลที่มีสภาวะนิรนามสูง” มากำกับเพิ่มด้วยค่ะ เนื่องจากบันทึกการทำธุรกรรมของสกุลเงินดิจิตอลไม่ถูกเปิดเผยและมีสภาวะนิรนามสูง ทำให้มีความเสี่ยงที่สกุลเงินดิจิตอลจะกลายเป็นช่องทางการฟอกเงิน รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะตามรอยได้ยากเมื่อเกิดการแฮ็กระบบทำให้เงินหายไปจากบัญชี ด้วยเหตุนี้จึงมีการเพิ่มข้อบังคับดังกล่าวเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าวค่ะ

ข้อเปลี่ยนแปลงในกฏหมายหลักทรัพย์

ในส่วนของกฎหมายหลักทรัพย์นั้น นอกจาก “การเพิ่มความรับผิดชอบในการลงทะเบียนการทำธุรกรรมเงินประกัน” แล้ว ยังมีการ “เพิ่มผลบังคับของกฎระเบียบว่าด้วยการเพิ่มอัตราส่วนเงินประกันในการกู้เงินทุน” จากผลบังคับดังกล่าว คาดว่าอัตราส่วนเงินในการกู้เงินทุนจะถูกจำกัดลง จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 25 เท่าเหลือเพียง 2-4 เท่าในอนาคตค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่อพิจารณา “เพิ่มความรับผิดชอบในการลงทะเบียนทุกครั้งที่มีการสนับสนุนเงินทุนผ่าน ICO (Initial Coin Offering)” เนื่องจากที่ผ่านมามีกรณีการนำ ICO ไปใช้ประกอบมิจฉาชีพ จึงมีการปรับกฎหมายในส่วนนี้ขึ้น โดยนักลงทุนจะได้ข้อมูลของผู้ออกเงินทุน และข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปให้บุคคลที่สามตรวจสอบต่อไปเพื่อความโปร่งใสในการทำธุรกรรมค่ะ

จากเป้าหมายการเก็งกำไรสู่เป้าหมายในการลงทุน

ที่ผ่านมาเงินดิจิตอลเป็นที่รู้จักในฐานะเป้าหมายการเก็งกำไรที่ได้ผลในระยะสั้นโดยขอเพียงรอให้ราคาเงินดิจิตอลในตลาดเปลี่ยนนิดเดียวก็สามารถหากำไรได้ แต่ในทางกลับกัน เงินดิจิตอลไม่ค่อยถูกมองในฐานะช่องทางการลงทุนในระยะยาวเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม จากความเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานสถาบันทางการเงิน จึงคาดได้ว่าการเพิ่มผลบังคับในการกำกับดูและและระเบียบข้อบังคับจะทำให้สกุลเงินดิจิตอลกลายเป็นช่องทางการลงทุนต่อไปในอนาคตค่ะ โดยมีความเห็นว่าการเปลี่ยนคำเรียกจากสกุลเงินดิจิตอลเป็นสินทรัพย์ดิจิตอลทำให้ผู้ใช้สามารถแยกแยะเงินดิจิตอลออกจากเงินทั่วไปได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเสริมภาพลักษณ์ในฐานะช่องทางการลงทุนไปด้วยในตัวค่ะ นอกจากนี้ ยังสามารถกำจัดคุณสมบัติที่คลุมเครือของเงินดิจิตอลออกได้ ทำให้เหลือเพียงคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ดิจิตอลที่สามารทำหน้าที่ตามกฎหมายได้ ทำให้ต่อจากนี้ เงินดิจิตอลจะกลายเป็นหนึ่งในช่องทางการลงทุนต่อไปในอนาคตค่ะ

ที่มา: 暗号資産とは?金融庁が仮想通貨から名称を変える理由とその影響を徹底解説!
ผู้แปล: Kin