10 เรื่องควรรู้ Cryptocurrency สำหรับมือใหม่ ตอนที่ 1

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลาย ๆ คนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับ สกุลเงินดิจิตอล หรือที่คุ้นเคยกัน คือ บิตคอยน์ (Bitcoin) ช่วงที่ข่าวที่ออกมานั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะออกไปด้านลบ เช่น ดาราดังหลอกต้มตุ๋นคนให้ลงทุนจนเสียหายไปกว่าร้อยล้านบาท หรือการทำแชร์ลูกโซ่ โดยใช้ชื่อ บิตคอยน์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ที่มีในสกุลเงินดิจิตอลเป็นไปในทางลบ

แต่ในขณะเดียวกัน ราคาของบิตคอยน์เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา สูงขึ้นที่สุดเป็นวัติศาสตร์อยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาท ต่อ 1 บิตคอยน์  ในเรื่องของการลงทุน ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดึงดูดใจนักลงทุนและผู้ที่คิดจะลงทุนเป็นอย่างมาก

แต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำอะไร เราควรที่จะเริ่มลงทุนในความรู้ และความรู้เหล่านั้นต้องเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อให้เราแยกแยะได้ว่า สิ่งไหนจริง สิ่งไหนหลอก และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ความรู้เบื้องต้น สำหรับสกุลเงินดิจิตอล หรือ Cryptocurrency มีดังต่อไปนี้ครับ

1. เริ่มต้นที่ความหมายของ “เงิน”

กระแสของสกุลเงินดิจิตอลในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีโอกาสได้กลับมาคิดทบทวนถึง เงินที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจจะไม่เคยคิด เพราะเราใช้กันเป็นประจำตั้งแต่เกิดมา ถ้าเราอยากจะได้อะไรสักอย่าง เราก็จะใช้มันเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

ในอดีต คนสมัยโบราณแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยใช้ระบบการแลกเปลี่ยน ต่อมาเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ถ้าเอาข้าวไปแลกกับเนื้อ  จะต้องใช้ข้าวเท่าไหร่ ถึงจะได้เนื้อ 1 ชิ้น ซึ่งสร้างความสับสน จนมีการใช้เปลือกหอย ไปจนถึงทองคำในการแลกเปลี่ยน แต่ทองคำพกพาไม่สะดวก จึงวิวัฒนาการมาเป็นธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ผมจะชวนผู้อ่านทุก ๆ คิดกันต่อว่า ทำไมธนบัตรที่เราใช้อยู่นี้ ซึ่งทำมาจากกระดาษ จึงมีค่าได้ เช่น ถ้าถือธนบัตร 100 บาท ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่น พนักงานร้านของจะปฏิเสธผม และคงบอกผมว่า ที่นี่รับเฉพาะเงินเยน เป็นแน่ หรือ ผมจะใช้ธนบัตร 100 บาท เพื่อซื้อในเกมออนไลน์ ผมก็ใช้ซื้อแบบนั้นโดยตรงไม่ได้ จะต้องแลกเงินเป็นเงินในเกมก่อน ถึงจะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ หรือเวลาที่เราไปซื้อของที่ตลาด แล้วจ่ายเงินด้วยธนบัตร 100 ทำไมแม่ค้าคิดว่าธนบัตรนั้น มีค่า 100 บาท เหมือนกับเรา

เพราะฉะนั้น สาระสำคัญของ “เงิน” ไม่ใช่ ธนบัตร หรือ สิ่งที่จำต้องได้ แต่เงิน คือ สิ่งที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งทุกคนให้การยอมรับ

2. Blockchain, Bitcoin =Cryptocurrency

ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำศัพท์ด้านบนนี้กันบ่อยแน่ครับ แต่อาจจะยังไม่รู้ความหมายของมัน จนอาจจะทำให้สับสนได้ ผมจะอธิบายตามลำดับต่อไปนี้ครับ

Blockchain

คือ ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งเชื่อมต่อกันเหมือนห่วงโซ่ บัญชีธุรกรรมที่ทำไว้ในอดีตจะมีบันทึกเก็บไว้ทั้งหมด หากจะทำการแก้ไขบัญชีธุรกรรม จะต้องทำการแก้ไขพร้อม ๆ กันทุก Block ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้ ซึ่งแนวคิดของระบบดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ Bitcoin

Bitcoin = Cryptocurrency

Cryptocurrency หรือเงินดิจิตอล คือ เงินที่อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต สามารถแลกเปลี่ยนและส่งต่อให้กันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง มีค่าธรรมเนียมถูกและรวดเร็ว ซึ่ง Bitcoin ก็จัดว่าเป็นสกุลเงินดิจิตอลเช่นกัน นอกจาก Bitcoin แล้ว ยังมีเงินดิจิตอลอื่น ๆ อีก มากกว่า 1,000 สกุลเงินในปัจจุบัน

ถ้าพูดถึง Bitcoin แล้ว ชื่อที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือ “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ผู้ก่อให้กำเนิด จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา

ซาโตชิ นากาโมโตะ เขียนเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ของเขาเกี่ยวกับระบบการทำธุรกรรมแบบ “กระจายศูนย์” โดยไม่ผ่านตัวกลาง หรือ P2P (Peer-To-Peer)

ในปัจจุบัน เราฝากเงินเอาไว้ในธนาคาร (ตัวกลาง) หากเราต้องการโอนเงิน ไปให้ใครสักคน จะต้องไปที่ธนาคาร หรือ ผ่านระบบโอนเงินทางโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ยังต้องผ่านตัวกลาง รวมทั้งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำรายการอีกด้วย

ซึ่ง ซาโตชิ นากาโมโตะ ได้สร้างระบบการทำธุรกรรมการเงินที่ชื่อ Bitcoin ขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยี Blockchain คือ เมื่อมีการทำธุรกรรมโดยใช้ Bitcoin  ซาโตชิ นากาโมโตะ ต้องการให้ทำรายการได้โดยตรงไม่ต้องผ่านตัวกลาง และเหลือประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้ ทุกคนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ และแก้ไขได้ยาก ซึ่ง เทคโนโลยี Blockchain ทำให้ระบบดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ลักษณะเด่นของ Bitcoin คือ จำนวนของเงินมีอยู่อย่างจำกัด คือ 21 ล้าน Bitcoin ในอีก 122 ปีข้างหน้า หรือประมาณ ปีพ.ศ. 2683 ด้วยจำนวนที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้เอง ทำให้ลดความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อได้ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนมองว่า Bitcoin ที่มีอยู่อย่างจำกัดจะราคาสูงขึ้นในอนาคต

ที่มา : 仮想通貨の始め方ガイド:初心者がまずすべき10のステップ

เรียบเรียงโดย: KRISADA