เมื่อ Starbucks ใช้ Blockchain ควบคุมการผลิตเมล็ดกาแฟ!

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ข้อมูลข่าวเว็บไซด์ Geekwire ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Starbucks ได้สร้าง Platform โดยใช้บริการ Azure Blockchain Service ของ Microsoft เพื่อให้สามารถค้นข้อมูลการผลิตกาแฟด้วย Blockchain ได้

เมื่อ Starbucks ใช้ Blockchain ควบคุมการผลิตเมล็ดกาแฟ!

เมื่อเดือนมีนาคมปี 2561 ที่ผ่านมา Starbucks ได้เผยว่ากำลังจัดทำโปรเจ็ค Bean to Cup ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Starbucks กับชาวสวนของโคลัมเบีย คอสตาริกา และรวันดาในการใช้ Blockchain เพื่อติดตาม Supply Chain ของกาแฟ พูดง่ายๆก็คือการติดตามผู้ผลิตโดยการใช้ Blockchain นั่นเอง

โดยโปรเจ็คดังกล่าวจะทำให้ผู้ดื่มและผู้ผลิตเข้าถึงกันและกันได้ ลูกค้าจะสามารถทราบได้ว่ากาแฟที่ตนเองดื่มมาจากที่ใด นอกจากนั้นแล้ว ทาง Starbucks ยังได้จัดทำโปรแกรมนี้เป็นแบบ Open Source อีกด้วย (Open Source คือ การที่ Software เปิดเผย Source Code ของโปรแกรม ให้สาธารณชนสามารถเข้ามาดิดแปลง ปรับปรุงเพื่อเป็นการพัฒนา Software ร่วมกันได้)

สื่อต่างประเทศที่ชื่อว่า GeekWire รายงานว่า ในการประชุม Build Developers ที่จัดชึ้นโดย Microsoft นั้น จะเห็นว่า Starbucks และ Microsoft ได้ร่วมมือกันจัดตั้งโปรเจ็คหลายโปรเจ็คเลยทีเดียว

โดยโปรเจ็คนี้นั้น จะมีการรวมรวมข้อมูลว่าลูกค้าชอบอะไรแบบไหนโดยการใช้ machine เข้ามาช่วย นอกจากนั้นยังมีการนำข้อมูลของผู้ผลิตกาแฟในสาขานั้นๆมารวบรวมไว้ในระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถใช้ Blockchain ในการตรวจสอบข้อมูลนั้นๆได้อีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอโปรเจ็คอื่นๆ เช่น การใช้ระบบการสั่งสินค้าแบบ Drive Through (การขับรถเข้าไปสั่งสินค้าแบบไม่ต้องลงจากรถ เพียงแค่เปิดกระจกรถสื่อสารกับพนักงานเท่านั้น) รวมถึงการใช้ระบบ IoT (Internet of Things คือ การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องป้อนข้อมูล) มาใช้ควบคุมเครื่องไม้เครื่องมือของทุกๆ สาขา

ในอดีตเคยมีการายงานว่า สตาร์บัคนั้นรับการชำระเงินค่าสินค้าด้วยบิทคอยน์ผ่านบริการ Bakkt ซึ่งเป็น Platform ของ Cryptocurrency ซึ่งวิธีนี้ ผู้ซึ้อจะต้องเปลี่ยนบิทคอยน์เป็นเงินก่อนจึงจะชำระค่าบริการได้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะส่งผลให้ในอนาคตของ Starbucksนั้น มีการตรวจสอบข้อมูลของใน Blockchain หรือการใช้บิทคอยน์ในการชำระค่าสินค้าอย่างแน่นอน

ที่มา bittimes.net

เรียบเรียงโดย Fon Wareerat